วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เรื่องที่ควรรู้ เมื่อมาเรียนต่ออเมริกา

หญิงสาวคนหนึ่งยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าประตูทางออก ถัดจากที่รับสัมภาระในสนามบิน เธอลากกระเป๋าใบละ 30 กิโลกรัมสองใบโต เดินไปทางซ้ายที ขวาที ก่อนตัดสินใจโทรศัพท์ติดต่อนักเรียนไทยสองคนที่อาสาจะมารับและพาไปส่งยังมหาวิทยาลัย

เพื่อนใหม่รุ่นน้องพาเธอไปนั่งทานอาหารในร้านอาหารแฟรนไชส์แห่งหนึ่ง หลังจากทานอาหารและพูดคุยทำความรู้จักกันแล้ว เธอแย่งหยิบใบแสดงรายการอาหารแล้วเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์เอง เพื่อเป็นการเลี้ยงขอบคุณ และพบว่าอาหารพื้น ๆ สามจานในมื้อนั้น ราคา 30 เหรียญ และแอบตะขิดตะขวงใจเล็กน้อยที่ต้องวางทิปเพิ่มไปอีกห้าเหรียญ รวมแล้วคิดเป็นเงินไทยพันกว่าบาท!

นี่ล่ะค่ะ! ความช็อกอย่างแรกของคนที่มาจากเมืองไทย เพราะเรายังไม่คุ้นเคยกับมูลค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อมาถึงใหม่ ๆ ย่อมจะคำนวณทุกอย่างเป็นเงินบาท ยาสีฟันหลอดละ 150 บาท แตงโมสี่ชิ้นเล็ก 70 บาท ขนาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยเล็กยัง 30 บาทเลย และหากไปทานอาหารตามร้าน ยังต้องวางทิปเพิ่มเข้าไปจากราคาอาหารอีก 15-20 เปอร์เซ็นต์

ปัญหาที่สอง ที่หญิงสาวต้องพบเจอคือ ไม่ได้ติดต่อที่พักเอาไว้ เพราะมีนักวิจัยชาวจีนในแล็บที่เธอจะไปดูงานอาสาพาไปดูอพาร์ตเมนต์ที่เขาพักซึ่งว่างอยู่ห้องหนึ่ง แล้วได้มาเห็นด้วยตาว่า บางอพาร์ตเมนต์นั้นสกปรก แออัด และดูไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย เธอจึงต้องโทรศัพท์ติดต่อให้นักเรียนไทยทั้งสองมารับเธอไปตระเวณหาที่พักใหม่จนหมดวัน และลงเอยที่การไปอาศัยบ้านพักของรุ่นน้องทั้งสองชั่วคราว แถมรถเมล์ยังเข้าไม่ถึงถนนหน้าหมู่บ้านอีกต่างหาก

เรามักจินตนาการว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศพัฒนาแล้ว การคมนาคมสะดวกสบาย ทุกคนมีคุณภาพชีวิตดี ที่พักอาศัยในราคาขั้นต่ำคือเดือนละประมาณ 15,000 บาทไทย จะต้องเป็นห้องพักหรูหราเหมือนที่เคยเห็นในสื่อต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ราคานี้ได้ห้องเปล่า ๆ ในอพาร์ตเมนต์แบบ 4 ห้องนอนเท่านั้นเอง

เหตุผลที่หลายอพาร์ตเมนต์ปฏิเสธไม่รับเธอในวันนั้น ไม่ใช่เพราะกลัวเธอไม่มีเงินจ่ายหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะการเช่าที่พักแบบต้องแชร์พื้นที่ส่วนกลางกับผู้ร่วมอาศัยนั้น ผู้ดูแลที่พักจะต้องแจ้งให้แม่บ้านเข้าทำความสะอาด จัดหาห้องที่มีรูมเมทที่จะเข้ากับเราได้ อยู่ด้วยกันแล้วไม่มีปัญหาทีหลัง โดยดูจากข้อมูลส่วนตัวของเราที่แจ้งเอาไว้เกี่ยวกับระดับการศึกษา อายุ และอุปนิสัยพื้นฐาน จากนั้นต้องมีผู้ค้ำประกันเมื่อเซ็นสัญญาเข้าพัก หรือต้องวางมัดจำอย่างน้อย 3 เดือนก่อนเข้าพัก ซ้ำยังต้องรอกระบวนการต่าง ๆ ที่กล่าวมาอีกประมาณ 3-4 วันทำการ และส่วนใหญ่ยังมีเงื่อนไขว่าต้องทำสัญญาเช่าเป็นเวลาหนึ่งปีเต็มด้วย

อย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่าที่พักนั้นมีหลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราจะต้องติดต่อผู้ดูแลอพาร์ตเมนต์ หรือคนที่ประกาศรับสมัครผู้แชร์ห้องเช่าล่วงหน้า เพื่อนัดหมายวันเวลาสำหรับดูสถานที่ และขอรายละเอียดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ เวลาทำการ ราคาที่พัก เงื่อนไขการวางมัดจำ รวมถึงอุปนิสัยและรสนิยมของรูมเมทด้วยค่ะ หากเราโผล่ไปดื้อ ๆ และเร่งรัดขอเข้าพัก อาจถูกสงสัยว่าเคยมีปัญหากับที่พักเดิมแล้วโดนไล่ออกมา กว่าจะอธิบายให้เขาเข้าใจถึงความจำเป็นได้ก็ต้องใช้เวลานาน เพราะภาษาของคนมาใหม่ยังไม่แข็งแรง

มีรายละเอียดเพิ่มเติมในขั้นตอนการทำสัญญาอีกเล็กน้อย คือ อพาร์ตเมนต์ไม่รับค่ามัดจำและค่าเช่าเป็นเงินสด หรือบัตรเครดิตเด็ดขาด เขารับเช็ค หรือ Money Order เท่านั้น โชคดีที่หญิงสาวของเราแลก Traveler Check มาจากเมืองไทยเรียบร้อย ซึ่งใช้จ่ายแทนเช็คปรกติได้ และยังใช้จ่ายแทนเงินสดได้ด้วย จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการทำสัญญาแต่ประการใด และหลังจากนี้เธอต้องไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อจะมีสมุดเช็คเป็นของตัวเองเอาไว้สำหรับเขียนจ่ายค่าที่พักในเดือนถัดไปค่ะ

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลา 4-5 วันที่รออพาร์ตเมนต์จัดเตรียมห้องนั้น คงต้องหาที่พักตามโรงแรมราคาประหยัดไปก่อน แต่การหาสถานที่ต่าง ๆ ในอเมริกา โดยไม่ได้ค้นข้อมูล หรือ search แผนที่มาก่อนนั้นไม่ง่ายเลย เพราะที่ตั้งของสถานที่ต่าง ๆ แม้ถูกระบุด้วยชื่อถนน แต่ชื่อถนนหลายแห่งของอเมริกามักเป็นชื่อตรอกซอยที่แยกออกมาจากถนนหลักอีกที ฉะนั้นการหาสถานที่โดยไม่รู้ว่าต้องไปเริ่มต้นจากถนนหลักเส้นไหนนั้น แทบเปรียบได้กับการงมเข็มในมหาสมุทร และแล้วหญิงสาวของเราก็ต้องไปพักที่โรงแรมในราคาแพงกว่าปรกติ เพราะไม่ได้จองล่วงหน้า

กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการหาที่พักทั้งระยะสั้นและระยะยาว หญิงสาวก็หมดแรงพอดี ก่อนที่เธอจะขอตัวเข้าห้องพักโรงแรม เธอบอกว่าวันนี้ร้อนมากจนรู้สึกตื้อ ๆ และปวดหัว วิงเวียน อาการแบบนี้อาจมีสาเหตุมาจากอาการขาดน้ำ หรือ dehydration เพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างแห้ง ร่างกายสูญเสียน้ำไปมาก แต่เธอไม่ได้ดื่มน้ำเลยทั้งวัน น้อง ๆ จึงต้องยัดเยียดน้ำดื่มให้เธอถือขึ้นไปดื่มบนโรงแรมสามขวด เพราะโรงแรมที่ราคาถูกมาก ๆ นั้นจะไม่มีแม้แต่น้ำดื่มให้บริการ ช่วงแรกนี้ผู้มาใหม่ควรระวังรักษาสุขภาพเป็นพิเศษ เพราะเธอยังไม่ได้ซื้อประกันสุขภาพซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่งของนักเรียนนานาชาติก่อนลงทะเบียนเรียน ถ้าไม่สบายขึ้นมาคงต้องเสียค่ารักษาพยาบาลกันอีกหลายร้อยเหรียญ

ลองจินตนาการดูนะคะ ว่าถ้าหากไม่มีคนแนะนำช่วยเหลือ หญิงสาวของเราจะมีชะตากรรมอย่างไร บทเรียนของกรณีตัวอย่างนี้ แสดงให้เห็นว่ามีเรื่องเล็กน้อยหลายเรื่องเกินกว่าเราจะคาดถึง ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเตรียมตัวไปต่างประเทศไม่ใช่เพียงแค่การหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่เราจะไปเท่านั้น แต่เรายังต้องเตรียมใจ และเปิดใจให้กว้างเพื่อจะเผชิญกับสิ่งที่เราไม่คุ้นเคยให้ได้อย่างไม่ยากเย็นเกินไป

เมื่อเตรียมตัวเตรียมใจมาพร้อมแล้ว ก็ขอยินดีต้อนรับสู่สหรัฐอเมริกาค่ะ